วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

ประวัติพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง

พระเครื่อง ความเชื่อ และศรัทธา
ความ เชื่อและศรัทธา เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษา มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ฉะนั้นจึงปรากฎว่า มีรูปลักษณ์เครื่องรางต่าง ๆ อยู่คู่กับมนุษย์มา ทุกยุคทุกสมัย เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นเครื่องบำรุงขวัญ และกำลังใจ บางครั้งคนที่อยู่ในที่คับขัน อยู่ในระหว่างอันตราย เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนศรัทธา และยึดมั่น เป็นที่พึง ก็ทำให้มีสติมีความมุ่งมั่น ที่จะต่อสู้ฝ่าฟัน ให้พ้นอุปสรรค และอันตราย และด้วยกำลังใจที่เกิดขึ้น ทำให้บรรลุถึงความสำเร็จ ด้วยเหตุนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนอยู่ในสมัยใด จึงชอบที่จะมีเครื่องรางไว้สำหรับตัว


ครั้น เมื่อมนุษย์มีศาสนาเป็นเครื่องนำทางชีวิต ความเชื่อและศรัทธา ที่มีอยู่แต่เดิม ก็พัฒนาเป็นสัญลักษณ์ มีรูปแบบที่เป็นศิลปะมากขึ้น กล่าวเฉพาะ ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา ต่างนิยม ไปบูชายังสถานที่ พระพุทธองค์ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน ได้พากันไปปีละมาก ๆ บรรดาพุทธศาสนิกชน ที่ไปยังสังเวชนียสถานดังกล่าว ก็ชอบหาสิ่งที่เป็นปูชนียวัตถุ นำกลับไปบูชา ที่บ้านเมืองของตน พวกชาวเมือง ที่อยู่ในเจดียสถานนั้น ๆ จึงได้คิดทำพระพิมพ์ขึ้น สำหรับจำหน่าย ในราคาที่ไม่แพง ปรากฎว่า มีผู้นิยมยินดีซื้อหากันทั่วไป การสร้างพระพิมพ์ จึงได้มีแพร่หลายมากขึ้น



ส่วน การสร้างพระพิมพ์ ในประเทศไทยนั้น แต่เดิมไม่มีความประสงค์ จะสร้างเพื่อจำหน่าย เหมือนดังกล่าวข้างต้น พุทธศาสนิกชนคนไทย สร้างพระพิมพ์ขึ้น เพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา ให้ถาวร จึงสร้างพระพิมพ์เป็นจำนวนมาก ฝังไว้ในพระเจดีย์ โดยถือว่า เมื่อพระเจดีย์ล้มสลาย หายสูญไปแล้ว ภายหลังมีใครไปขุดพบพระพิมพ์ ที่สร้างไว้ ก็จะได้รู้ว่า พระพุทธศาสนา เคยประดิษฐานในที่นั้น เป็นเหตุให้น้อมรำลึกถึงพระพุทธคุณสืบต่อไป



ภาย หลังผู้ที่สร้างพระพิมพ์ เป็นผู้ที่บำเพ็ญตบะมีพลังจิต ได้คิดสรรหาวัตถุ ที่เป็นมงคล มาทำพระพิมพ์ และอธิษฐานจิต แผ่พลังให้สถิตอยู่ในพระพิมพ์นั้น ๆ ครั้นเมื่อมีเหตุร้ายต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น เกิดโรคภัยไข้เจ็บ หรือเกิดศึกสงคราม คนทั้งหลายที่นับถือพระพุทธศาสนา ระลึกถึงพระพุทธคุณเป็นที่พึ่ง ก็หาพระพิมพ์ขนาดเล็ก ติดต้วไว้ ทำให้เกิดขวัญกำลังใจ จึงเกิดศรัทธา เชื่อถือเป็นพระเครื่อง สำหรับคุ้มครองให้พ้นจากภยันตรายต่อมา แม้ไม่ได้มุ่งหวัง ในเรื่องคงกะพันชาตรี แต่พระเครื่องที่สร้างขึ้น เป็นสัญลักษณ์ แทนพระพุทธเจ้า และสร้างจากสิ่งที่เป็นมงคล ผู้ที่เคารพกราบไหว้ และปฏิบัติตามคำสอน ของพระพุทธองค์ ก็ย่อมเกิดสิริมงคล แก่ตนเองเช่นเดียวกัน

ที่มา : http://angsila.cs.buu.ac.th/~it471452/phrathai/page1.html

ยอดขุนพลเนื้อชิน ชุด พระมเหศวร

พระมเหศวร เป็น พระเครื่องเนื้อชินชั้นนำที่สุดของจังหวัดสุพรรณบุรี มีเฉพาะที่กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุแห่งเดียว พุทธลักษณะของพระมเหศวรเป็นพระปางสะดุ้งมารจะมี 2 หน้า แต่ละหน้าเศียรองค์พระจะสวนกัน จึงทำให้คนในสมัยก่อนเรียกว่า “พระสวน” แต่ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนกันว่า “พระมเหศวร” มิใช่นำชื่อของจอมโจรชื่อดังในสมัยก่อนมาเป็นชื่อพระ เพราะคำว่า “มเหศวร” มีมาก่อนจอมโจรชื่อดังคนนี้ เข้าใจว่าจอมโจรชื่อดังจะเอาชื่อ “พระมเหศวร” มาเป็นชื่อตัวเองมากกว่า
พระมเหศวรพิมพ์เล็ก พระมเหศวรพิมพ์ใหญ่แบบเศียรโต พระมเหศวรพิมพ์ใหญ่แบบต้อ


พระมเหศวร ที่พบมีประมาณ 24 แบบ แต่ที่แบ่งแยกออกมาเป็นพิมพ์จะได้ 5 พิมพ์ คือ
1. พระมเหศวรพิมพ์ใหญ่
2. พระมเหศวรพิมพ์กลาง
3. พระมเหศวรพิมพ์เล็ก
4. พระสวนเดี่ยว
5. พระสวนตรง
พระมเหศวรที่พบส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อชินเงินเกือบทั้งหมด ที่เป็นชินเขียวก็มีแต่เข้าใจว่าเป็นพระยุคหลังสร้างล้อของเก่าที่เป็น เนื้อชินเงิน
พระมเหศวร ควรจัดเป็นพระชั้นนำของกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ได้ถูกสร้างพร้อมกับพระผงสุพรรณที่เลื่องลือโดย “ฤาษีพิมพ์พิลาไลย” เพราะฉะนั้นพุทธคุณจึงเยี่ยมยอดเหมือนพระผงสุพรรณเลยทีเดียว คือ มีเมตตามหานิยมแคล้วคลาดมหาอุต โดยเฉพาะด้านคงกระพันชาตรี ถือว่าสุดยอดที่สุด

พระมเหศวรพิมพ์กลาง พระมเหศวรพิมพ์สวนเดี่ยว พระมเหศวรพิมพ์สวนตรง


พระมเหศวร เป็นพระศิลปะแบบ “อู่ทอง” ผู้ที่มีไว้ในครอบครองถือว่านอกจากได้พระที่เปี่ยมไปด้วยพุทธคุณ ยังได้พระที่มีศิลปะล้ำค่าในครอบครองอีกด้วย ปัจจุบันจัดเป็นพระที่มีราคาสูง และจัดอยู่ 1 ใน 5 ยอดขุนพลประเภทเนื้อชินของประเทศไทย

ที่มา : http://angsila.cs.buu.ac.th/~it471452/phrathai/page3-5.html

ยอดขุนพลเนื้อชิน ชุด พระชินราช ใบเสมา

พระชินราช ใบเสมา เป็นพระที่กำเนิดที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หรือวัดใหญ่ เป็นพระศิลปะแบบอู่ทองยุคต้น สันนิษฐานว่าผู้ที่สร้างก็คือ “พระมหาธรรมราชาลิไท” พระมหากษัตริย์ของกรุงสุโขทัยเมื่อครั้งครองเมืองพิษณุโลก

พระชินราช ใบเสมา เป็นพระที่กำเนิดที่วัดใหญ่และเป็นวัดเดียวกันกับพระพุทธชินราชองค์ใหญ่ ซึ่งเป็นพระประธานของวัด จึงนำพระนามของท่านมาเป็นชื่อของพระเครื่องที่ขุดค้นพบ ก็คือพระชินราชใบเสมานั่นเอง

พระชินราชใบเสมาเนื้อดิน พระชินราชใบเสมาพิมพ์เล็ก


สาเหตุที่เรียกว่า “ใบเสมา” ก็เพราะองค์พระนั่งประทับอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว ที่มีลักษณะคล้ายใบเสมาที่อยู่รองโบสถ์ จึงนำสันฐานรูปร่างของใบเสมามาเป็นชื่อพระอีกด้วย
พระชินราช ใบเสมา แตกกรุออกมาเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2440 ในสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ได้มีประชาชนนำทูลเกล้าถวาย พระองค์ก็นำมาแจกจ่ายให้แก่พสกนิกรที่ติดตามอย่างถ้วนหน้า
นอกจากจะพบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุแล้วยังมีผู้พบที่กรุอื่นอีก คือ กรุพระปรางค์ กรุอัฏฐารส กรุเขาสมอแดง กรุพหรมพิราม และที่กรุเขาพนมเพลิง แต่ความนิยมอยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมากที่สุด พระที่ถูกค้นพบมีชนิดเนื้อชินเงิน เนื้อสำริด เนื้อดิน เนื้อชินเขียว มีบางท่านเคยบอกเล่าว่าเคยพบเนื้อทองคำด้วย แต่ว่าน้อยมากแทบจะไม่มีให้เห็นในวงการ ฯ

พระชินราชใบเสมาพิมพ์เล้กฐานสูง พระชินราชใบเสมาพิมพ์ใหญ่


พระชินราช ใบเสมา เป็นพระเครื่องที่สร้างศิลปะแบบอู่ทองยุคต้น เพราะฉะนั้นพระพักต์ของท่านจึงดูเข้มคล้ายกับยิ้มเครียด ๆ แฝงไปด้วยความมีอำนาจ โดยเฉพาะพระศก หรือเส้นผม จะทำลักษณะให้เป็นเส้น ๆ แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของพระพิมพ์นี้เลยทีเดียว
พระชินราช ใบเสมา ที่ค้นพบมีด้วยกันหลายพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ฐานสูง พิมพ์ใหญ่ฐานเตี้ย พิมพ์กลางฐานสูง พิมพ์กลางฐานเตี้ย พิมพ์เล็กฐานสูงและเตี้ย ปัจจุบันพระชินราชใบ เสมา ถือว่าเป็นพระเนื้อชินที่เป็นพระหลักและหายาก ส่วนราคาจึงจัดว่าสูงมากพอสมควรส่วนทางด้านพุทธคุณนั้น สูงทางด้านแคล้วคลาด เมตตาและความมีอำนาจ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องปกครองดูแลผู้คนควรจะมีติดตัวไว้สักองค์หนึ่ง

พระชิ นราชพิมพ์กลาง

ที่มา : http://angsila.cs.buu.ac.th/~it471452/phrathai/page3-4.html

ยอดขุนพลเนื้อชิน ชุด พระหูยาน

พระหูยาน ถ้าพูดถึงพระพิมพ์นั่งของเมืองลพบุรีแล้ว อันดับหนึ่งต้องยกให้พระหูยานเมืองลพบุรี ถ้าเป็นพระพิมพ์ยืนอันดับหนึ่งก็ต้องพะร่วงหลังลายผ้า พระหูยานต้นกำเนิดอยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ แตกกรุออกมาครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเราเรียกว่า “พระกรุเก่า” พระที่แตกออกมาครั้งแรกนั้นจะมีผิวสีดำมีปรอทขาวจับอยู่ตามซอกขององค์พระ เล็กน้อย ถ้าผ่านการใช้ผิวปรอทก็จะหายไป ต่อมาก็มีแตกออกมาบ้างแต่ก็ไม่มาก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2508 ก็มีแตกกรุออกมาอีกเป็นจำนวนมาก ที่บริเวณเจดีย์องค์เล็กหน้าองค์พระปรางค์ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งเราเรียกกันว่า “กรุใหม่”

พระหูยานพิมพ์บัวสองชั้น


มีบางท่านสันนิษฐานว่าพระหูยานกรุเก่า กับพระหูยานกรุใหม่นั้นสร้างคนละครั้งคือ กรุเก่าสร้างก่อน กรุใหม่สร้างทีหลัง แต่กระผมคิดว่า ถ้าพระสร้างกันคนละครั้งนั้น พิมพ์กับตำหนิต่าง ๆ ของพระจะต้องแตกต่างกันไป แต่นี่พระพระกรุเก่ากับกรุใหม่เป็นพระบล๊อคเดียวกันทุกอย่าง และจากสถานที่พบแตกต่างกันได้ บางท่านอาจค้านว่า คงจะนำแม่พิมพ์เก่ามาทำพระใหม่นั้นก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะถ้าแม่พิมพ์พระเป็นเนื้อสัมฤทธิ์แล้วเมื่อทิ้งไว้นานก็จะเกิดสนิมกัด กินจนกร่อน เมื่อนำมาทำใหม่พระก็จะไม่สมบูรณ์ย่อมมีตำหนิตามที่สนิมกินแม่พิมพ์ แต่พระกรุใหม่กลับมีความคมชัด เรียกว่าคมชัดกว่าพระกรุเก่าด้วยซ้ำไป แต่ถ้าแม่พิมพ์เป็นดินหรือวัสดุอื่น ก็จะมีการผุกร่อนตามกาลเวลา จะทำให้องค์พระคมชัดไม่ได้ ถ้าแกะบล๊อคใหม่ขนาดขององค์พระ หรือตำหนิต่าง ๆ ก็ต้องเพี้ยนไปกว่าเดินแน่นอน
พระหูยานที่แตกกรุออกมานั้น มีด้วยกันหลายพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ (เรียกกันว่าพิมพ์ใหญ่หน้ายักษ์) พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์บัวสองชั้น พิมพ์รัศมีบัวสองชั้น และพิมพ์จิ๋วแต่มีน้อยมาก ถ้าพูดถึงด้านพุทธคุณแล้วพระหูยานนั้นโด่งดังมากในด้าน คงกระพันชาตรี ตามแบบฉบับของขอม และด้านเมตตานั้นก็ไม่เป็นรองใคร
นอกจากพระหูยาน จะพบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ แล้วยังปรากฏว่าพบที่ วัดอินทาราม และที่วัดปืนด้วย แต่เป็นคนละพิมพ์กัน ด้านพุทธคุณนั้นเหมือนกันทุกกรุ
อายุของพระหูยานนั้น ประมาณการสร้าง 700 กว่าปี แต่ถ้าเป็นกรุของวัดปืนแล้ว อายุจะน้อยกว่าของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเล็กน้อย

ที่มา : http://angsila.cs.buu.ac.th/~it471452/phrathai/page3-3.html

ยอดขุนพลเนื้อชิน ชุด พระร่วงหลังรางปืน


พระร่วงหลังรางปืน พระร่วงหลังรางปืนสนิมแดง แตกกรุออกมาประมาณไม่น้อยกว่า 48 ปี จากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุบริเวณหน้าพระปรางค์องค์ใหญ่จำนวนไม่เกิน 200 องค์ มีจำนวนกว่าครึ่งที่ชำรุดเสียพระร่วงประทานพรหลังรางปืนเป็นศิลปะเขมรยุค บายนซึ่งอยู่ในราว ค.ส. ที่ 13 เข้าใจว่าเมื่อขอมเรืองอำนาจได้ปกครองพื้นที่ในบริเวณนั้นจึงได้สร้างพระ พิมพ์ไว้ก็คือพระร่วงพิมพ์นี้นี่เอง
พระพุทธลักษณะเป็นพระยืนปรางประทานพรอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว ลักษณะของยอดซุ้มเป็นลายกนกแบบซุ้มกระจังเรือนแก้ว ด้านหลังองค์พระเป็นลักษณะพิเศษคือมีร่องกดลึกลงไปทำให้ด้านหลังเป็นร่อง ยาวตามองค์พระ นักนิยมพระเครื่องในสมัยก่อนมักเรียกว่าพระร่วงหลังกาบหมาก ต่อมาได้มีผู้นำพระพิมพ์นี้ไปใช้ทำให้แคล้วคลาดจากภยันตรายจากปืน แต่มีผู้สันทัดอีกกลุ่มหนึ่งอ้างว่าเพราะด้านหลังองค์พระที่เป็นร่องกาบ หมากนั้นลักษณะคล้ายร่องปืนแก็ปเลยเรียกกันว่า “หลังรางปืน”

พระร่วงนั่ง พระร่วงพิมพ์เล็ก


พระร่วงหลังรางปืน จัดอยู่ในชุดพระยอดขุนพลหนึ่งในห้าอันดับยอดเยี่ยมของพระประเภทเนื้อชิน ซึ่งหาได้ยากยิ่งในกระบวนพระชุดยอดขุนพลทั้งหมด ส่วนราคาเช่าหาจัดว่าสูงที่สุดในประเภทนี้ ส่วนทางด้านพุทธคุณนั้นถือว่าครบเครื่อง คือ อำนาจ แคล้วคลาด โภคทรัพย์ เมตตามหานิยม และคงกระพันชาตรี
พระร่วงหลังรางปืน นอกจากจะจัดให้เป็นจักพรรดิ์แห่งพระเนื้อชินแล้ว ยังเป็นพระที่หายากยิ่งเพราะฉะนั้นของเทียมเลียนแบบจึงมีมากมายนัก ถ้าหากท่านใดที่มีของแท้อยู่ในมือต้องหวงแหนมากที่สุดเพราะท่านมีหนึ่งใน สองร้อยองค์ของพระทั้งหมด
พระร่วงหลังรางปืน นั้นสร้างด้วยวัสดุเป็นเนื้อตะกั่วส่วนใหญ่ เนื้อชินมีน้อยมาก แต่ไม่ปรากฏว่าพบเนื้อดินเลย ผิวขององค์พระบางองค์จะสีแดงเข้ม บางองค์จะออกสีลูกหว้า แต่ลักษณะพิเศษจะมีไขมากกว่าพระร่วงกรุอื่น ๆ ขนาดองค์จริงสูงประมาณ 8 ซม. กว้างประมาณ 2.5 ซม.
พระร่วงหลังรางปืนมีทั้งหมดด้วยกัน 5 พิมพ์ คืsอ
1. พิมพ์ใหญ่ฐานสูง
2. พิมพ์ใหญ่ฐานเตี้ย
3. พิมพ์แก้มปะ
4. พิมพ์หน้าหนุ่ม
5. พิมพ์เล็ก

พระร่วงพิมพ์แก้มปะ พระร่วงพิมพ์ฐานเตี้ย
พระร่วงพิมพ์ใหญ่ฐานสูง พระร่วมพิมพ์หน้าหนุ่มฐานสูง

ที่มา : http://angsila.cs.buu.ac.th/~it471452/phrathai/page3-2.html

ยอดขุนพลเนื้อชิน ชุด พระท่ากระดาน

ยอดขุนพลเนื้อชิน

พระท่ากระดาน เป็นพระที่ถูกสร้างในสมัยอู่ทอง คือประมาณปี พ.ศ. 1800 ถึง พ.ศ. 2031 เป็นพระเครื่องที่มีปฎิมากรรมแบบ แบน นูนสูง คือมีภาพด้านหน้าด้านเดียว ด้านหลังแบนเรียบ และจะเน้นส่วนนูนสูงและส่วนลึก พระท่ากระดานเป็นพระปฏิมาปางวิชัย ขัดราบมีสังฆาฏิแบบสี่เหลี่ยมกว้าง หนายาวจรดลงมา มีฐานหนาซึ่งเรียกว่าฐานสำเภาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระยุคอู่ทอง พระเกศยาว ใบหน้าลึกลักษณะคล้ายยิ้มแบบเครียด ๆ เป็นลักษณะแบบอู่ทองเกศยาวทุกองค์และตรงขึ้นไป เกี่ยวกับอายุมากและอยู่ใต้ดินถูกทับถมเลยทำให้ปลายเกศซึ่งมีความบอบบงอาจ หักชำรุด หรือคดงอ เลยทำให้ปลายเกศของพระท่ากระดานมีหลายลักษณะ คือเกศยาวตรง เลยเรียกว่า “พิมพ์เกศตรง” ส่วนเกศที่คดไปคดมาเพราะเกิดจากการบิดงอหรือถูกทับบิดไปเลยเรียกว่าพิมพ์ “เกศคด” องค์ที่เกศหักในกรุ เพราะชำรุดตามอายุ ทำให้เกศเหลือสั้นเลยเรียกว่าพิมพ์ “เกศบัวตูม” แต่ความจริงแล้วเป็นพระที่สร้างเกศยาวตรงตามแบบองค์ที่สมบูรณ์มาก ๆ นั้นเอง มือของพระท่ากระดานจะมีลักษณะหนาเป็นเอกลักษณ์ของพระอู่ทอง

พระท่ากระดานเป็นพระที่สร้างให้มีใบหน้าชัดเจนทั้งตาทั้งจมูกปากและหู ประกอบกับพระท่ากระดานทำจากเนื้อตะกั่ว เมื่อมีอายุนานเข้าตะกั่วจะเกิดสนิมแดงส่วนที่นูนเด่นจะมีลักษณะแดงเข้ม เลยทำให้พระท่ากระดานบางองค์ เกิดมีสนิมแดงเข้มที่บริเวณลูกตาทั้งสองข้างเพราะเป็นส่วนที่นูนมาก เลยทำให้ดูคล้ายกับว่าพระท่ากระดานจะมีตาเป็นสีแดงเข้ม จนทำให้บางคนเข้าใจว่า พระท่ากระดานต้องตาแดงและเกศคดจนบางท่านเรียกติดปากว่า “พระท่ากระดานต้องเกศคดตาแดง” ซึ่งความจริงเกิดขึ้นบางองค์เท่านั้น และเป็นเพราะสนิมของวัสดุที่นำมาทำพระท่ากระดานนั่นเอง
พระท่ากระดานเป็นพระที่สร้างในยุคอู่ทองสันนิษฐานกันว่าผู้ที่สร้างพระท่า กระดานก็คือผู้เรืองเวทย์ซึ่งเป็นฆราวาสมิใช่พระสงฆ์หรือผู้ที่เราเรียกกัน ว่า “ฤาษี” ในยุคโบราณ เพราะเป็นการสันนิษฐานจากแผ่นจารึกลานทองของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุและของสุ โขทัยซึ่งมีคาบเกี่ยวกับอู่ทองคือจารึกแผ่นลานเงินของวัดบรมธาตุกำแพงเพชร กล่าวถึงการสร้างพระเครื่อง ของบรรดาพระฤาษีทั้งหลาย 11 ตนที่สร้างพระเครื่องมีฤาษีอยู่ 3 ตน ที่ถือเป็นใหญ่ ก็คือ ฤาษีพิลาลัย ฤาษีตาไฟ ฤาษีตาวัว และก็สันนิษฐานกันว่าผู้ที่สร้างพระท่ากระดานก็คือ ฤาษีตาไฟ โดยการอาราธนาของเจ้าเมือง “ท่ากระดาน” เมื่อสร้างแล้วก็นำมาบรรจุไว้ในอารามสำคัญ ในเมืองท่ากระดาน เมืองศรีสวัสดิ์ และเมืองกาญจนบุรีเก่าในยุคนั้น
กำเนิดของพระท่ากระดานครั้งแรกได้ถูกค้นพบที่ “กรุถ้ำลั่นทม” เป็นแห่งแรก กรุนี้อยู่ห่าง จากตัวจังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 70 ก.ม. อยู่ทางทิศเหนือของแม่น้ำแควใหญ่ มิได้อยู่ในเขตตำบลท่ากระดานพระจากกรุนี้พบในบริเวณถ้ำ บริเวณหน้าถ้ำมีเจดีย์โบราณอยู่หลายองค์ พระที่ถูกค้นพบมีอยู่ด้วยกันหลายร้อยองค์ และพบแม่พิมพ์ของพระท่ากระดาน พร้อมกับเศษตะกั่วที่มีสนิมแดงเกิดขึ้นอีกมากมาย ทำให้สันนิษฐานว่าบริเวณถ้ำลั่นทมนี้คือสถานที่สร้างพระท่ากระดาน และเป็นที่อยู่ของฤาษีผู้สร้างพระท่ากระดานในสมัยนั้น
ในปี พ.ศ. 2495 – 2496 ได้มีการขุดพบพระท่ากระดานอีก กรุวัดเหนือ (วัดบน) วัดกลาง และวัดใต้ (วัดล่าง) ที่ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ พระที่ถูกค้นพบมีมากพอสมควร คือมีจำนวนรวมกันและประมาณหลายร้อยองค์ พระที่ค้นพบในบริเวณสามวัดนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพระที่มีการปิดทองทุกองค์และ ด้านหลังจะเป็นร่องหรือแอ่งลึกแทบทุกองค์ พระจะมีสนิมแดงเข้มดูสวยงาม
พระที่ถูกค้นพบในยุคนั้นที่ถือว่าสวยและสมบูรณ์มากก็คือวัดกลาง ซึ่งมีผู้เรียกวัดนี้ว่า “วัดท่ากระดาน”

พระท่ากระดานพิมพ์เล็ก

นั้น เองในเวลาต่อมาวัดเหนือหรือวัดบนและวัดใต้หรือวัดล่างได้ถูกน้ำกัดเซาะทำ ให้ตลิ่งพังวัดทั้งสองจึงพังทลายลงสู่ลำน้ำทั้งสองวัดเพราะบริเวณวัดตั้ง อยู่ริมน้ำที่ยังหลงเหลืออยู่ก็คือวัดกลางหรือวัดท่ากระดานเท่านั้น
ในปี พ.ศ. 2506 ได้มีการขุดค้นพบพระท่ากระดานอีก ที่บริเวณวัด “นาสวน” (วัดต้นโพธิ์) อยู่เหนือที่ว่าการอำเภอศรีสวัสดิ์เล็กน้อย เป็นบริเวณพระอารามร้าง ในการพบในครั้งนั้นได้พระท่ากระดานจำนวนไม่มากนักคือจำนวนไม่กี่สิบองค์
วัดที่ได้กล่าวในข้างต้นนั้น ทั้งหมดอยู่ในเขตอำเภอศรีสวัสดิ์ อาจกล่าวได้ว่าพระเหล่านั้น นักนิยมพระเครื่องมักเรียกว่าพระกรุเก่า หรือกรุศรีสวัสดิ์ ทั้งสิ้น
นอกเหนือจากการขุดค้นพบบริเวณอำเภอศรีสวัสดิ์ ยังมีการขุดค้นพบที่บริเวณ “วัดหนองบัว” ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลหนองบัว อำเภอเมืองกาญจนบุรีอีก พบจากการปฏิสังขรณ์พระอารามได้พระท่ากระดานประมาณ 90 องค์ เมื่อปี พ.ศ. 2497 ต่อมาในปี พ.ศ. 2506 ได้มีการพบพระท่ากระดานอีกเป็นจำนวนมากที่ “วัดเหนือ” (วัดเทวะสังฆาราม) ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โดยทางวัดได้ทำการเจาะพระเจดีย์องค์ประธานเพื่อที่จะบรรจุพระ 25 พุทธศตวรรษ ก็พบไหโบราณซึ่งบรรจุพระท่ากระดานและได้พบพระอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก เช่น พระขุนแผนสนิมแดงห้าเหลี่ยม พระท่ากระดานหูช้าง และพระอื่น ๆ อีกมาก
วัดเทวะสังฆาราม (วัดเหนือ) ถือว่าเป็นวัดที่พบพระท่ากระดานที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะพระจะอยู่ในไหและเป็นพระที่สมบูรณ์มากที่สุด
ในปี พ.ศ. 2507 ได้มีการพบพระท่ากระดานอีกมากที่ “วัดท่าเสา” ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี นอกจากนั้นยังค้นพบพระท่ากระดานน้อย (พระท่าเสา) อีกจำนวนหนึ่งที่เข้าใจว่าเป็นพระยุคหลังกว่าพระท่ากระดานพิมพ์ใหญ่
ในปี พ.ศ. 2537 ได้มีการค้นพบพระท่ากระดานอีกบริเวณตำบลลาดหญ้าอีก แถวบริเวณใกล้ ๆ กับค่ายทหารกองพลที่ 9 พระที่ค้นพบในครั้งนั้นถือว่าสมบูรณ์มากแต่สนิมของพระท่ากระดานจะมีไขขาว คลุมเกือบทุกองค์และจะมีทองกรุปิดเกือบทุกองค์ จุดเด่นของพระกรุนี้จะมีเกศยาวกว่าทุกกรุ พระที่พบมีประมาร 50 กว่าองค์เท่านั้น
ในปี พ.ศ. 2541 ได้มีการพบพระท่ากระดานได้ในถ้ำเขตอำเภอผาภูมิ พระที่พบจะมีลักษณะผิวพระจะไม่เรียบมีผิวขรุขระเกิดจากการพองของไขสนิม เพราะพระที่มีอยู่ในถ้ำจะชำรุดโดยเฉพาะคอจะหักเสียเป็นส่วนใหญ่ที่ไม่ สมบูรณ์มีไม่เกิน 20 องค์ ถือว่าเป็นพระที่เป็นการพบครั้งล่าสุด

พระท่ากรระดานพิมพ์มีปีก
ถ้าจะแยกเป็นกรุที่พบพระท่ากระดาน ก็พอจำแนกได้ดังต่อไปนี้
1. กรุถ้ำลั่นทม ปี พ.ศ. 2497 พบพระประมาณ 200 องค์
2. กรุเหนือ (กรุวัดบน) ปี พ.ศ. 2495 – 2496 พบพระประมาณ 300 – 400 องค์
3. กรุกลาง (วัดท่ากระดาน) ประมาณ 100 กว่าองค์ที่ ปี พ.ศ. 2495 – 2496
4. กรุใต้ (กรุวัดล่าง) ปี พ.ศ. 2495 – 2496 พบพระไม่ถึง 100 องค์
5. กรุวัดนาสวน (วัดต้นโพธิ์) ปี พ.ศ. 2506 ได้พบพระประมาณ 40 องค์
6. กรุวัดหนองบัว (วัดศรีอุปลาราม) ปี พ.ศ. 2497 ได้พบพระประมาณ 90 องค์
7. กรุวัดเหนือ (วัดเทวะสังฆาราม) ปี พ.ศ. 2506 พบพระท่ากระดานอยู่ในไห 29 องค์ พระท่ากระดานหูช้าง 800 องค์ พระขุนแผนสนิมแดงห้าเหลี่ยม 200 องค์ พระโคนสมอ 100 องค์ พระปรุหนัง 20 องค์
8. วัดท่าเสา ปี พ.ศ. 2507 ได้พระท่ากระดานไม่กี่สิบองค์ พระท่ากระดานน้อยจำนวนหลายร้อยองค์
9. บริเวณตำบลลาดหญ้าใกล้ ๆ กับ ค่ายทหารกองพลฯ ปี พ.ศ. 2537 ประมาณ 50 กว่าองค์
10 .บริเวณถ้ำในเขตอำเภอทองผาภูมิ ปี พ.ศ. 2541 พบพระประมาณ 80 องค์ ชำรุดเสียส่วนใหญ่ พระท่ากระดานถ้าไม่จำแนกเป็นกรุใหญ่ ๆ ได้ 2 กรุคือ กรุเก่าและกรุใหม่ “กรุเก่า” ก็คือพระที่ถูกค้นพบที่ถ้ำลั่นทมใน ปี พ.ศ. 2497 และค้นพบในเขตอำเภอศรีสวัสดิ์คือ กรุบน, กรุกลาง, กรุล่างในปี พ.ศ. 2495 ถึงปี พ.ศ. 2496 และกรุวัดหนองบัวปี พ.ศ. 2497 “กรุใหม่” ก็คือกรุที่ถูกค้นพบที่วัดเหนือ (เทวะสังฆาราม), กรุนาสวน, กรุท่าเสา, กรุลาดหญ้า และกรุในถ้ำอำเภอทองผาภูมิ
พระท่ากระดานนอกจากจะเป็นพระชั้นหนึ่ง ของจังหวัดกาญจนบุรีแล้ว ยังถูกจัดอยู่ในชุดเบญจยอดขุนพลซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ของพระเนื้อโลหะด้วย ถือว่าเป็นพระที่มีราคาเช่าหาสูง และพุทธคุณนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความขลังไม่ว่าทางแคล้วคลาดหรือคงกระพัน ชาตรีจนมีผู้กล่าวขานกันว่าพระท่ากระดานนั้นคือ “ขุนศึกแห่งลุ่มน้ำแม่กลองเลยทีเดียว” พระท่ากระดานไม่ว่าจะเป็น “พระกรุเก่า” หรือ “พระกรุใหม่” ถือว่าสร้างพร้อมกันต่างกันเพียงสถานที่พบและระยะเวลาการขุดค้นพบเท่านั้น เอง

ที่มา : http://angsila.cs.buu.ac.th/~it471452/phrathai/page3.html

ประเภทของพระเครื่อง

ประเภท


ประเภทเหรียญคณาจารย์



ประเภทพระกริ่ง พระชัยวัตร


พระเนื้อโลหะ รูปหล่อ


พระเนื้อชิน


พระเนื้อดิน


พระเนื้อผง

ที่มา : http://angsila.cs.buu.ac.th/~it471452/phrathai/page4.html